ออนไลน์เทรดดิ้ง คือ การซื้อขายสินทรัพย์ที่มีการเทรดกันโดยทั่วไปในตลาดเพื่อสร้างกำไรขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านออนไลน์โบรกเกอร์ผู้ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนคนกลางระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับตลาดการเงิน
โบรกเกอร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณเปิดบัญชีการเทรดและให้งานเว็บเทรดเดอร์ที่มีหน้าอินเตอร์เฟสที่การันตีว่าสามารถช่วยให้คุณเข้าถึงตลาดทางการเงินที่อยู่รอบโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
จากวันก่อนๆ ที่เราจะต้องไปที่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อทำการประมูลสินทรัพย์ต่างๆ นั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในวันนี้คุณสามารถใช้มือถือเทรดอยู่ที่บ้านก็ยังได้เลย
และมีตลาดมากมายที่คุณสามารถเข้าไปเทรดได้ เช่น ตราสาร Forex ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินคริปโต
จะสามารถประสบความสำเร็จในฐานะเทรดเดอร์อิสระได้หรือไม่
คำตอบง่ายๆ เลยก็คือ “ได้” การจะเป็นออนไลน์เทรดเดอร์นั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีใบปริญญาอะไรเลย
แน่นอนว่ามีเทรดเดอร์ที่เป็นมืออาชีพนั่งทำงานอยู่ในตลาด แต่ว่าก็มีเทรดเดอร์บางคนที่บริหารบัญชีเทรดของพวกเขาเองจึงเรียกได้ว่าพวกเขานั้นเป็นเทรดเดอร์อิสระ
อย่างไรก็ตามการเทรดออนไลน์นั้นถือเป็นกิจกรรมที่จะต้องมีการลงทุนทั้งในตัวเองและทั้งในเงินทุน เราทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนการเทรดได้ภายในเพียงแค่ไม่กี่ปี
อย่างแรกก็คือการรู้จักกับตลาดทางการเงินทั้งหมดก่อน จากนั้นคุณก็แค่ตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินอะไรที่คุณเห็นว่าเหมาะสมกับเงินทุนที่คุณมีและความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้
หลังจากที่หาตลาดที่จะลงทุนได้แล้ว จากนั้นคุณก็มาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการเทรดของคุณ
จะลงทุนในตลาดอะไร
เทรดเดอร์ที่ลงทุนด้วยตัวเองสามารถเข้าถึงตลาดทางการเงินได้ทั้งหมดเลยผ่านอนุพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมามากมาย แล้วตลาดอะไรบ้างที่คุณสามารถเทรดออนไลน์ได้
Forex (ฟอเร็กซ์)
Forex ถือเป็นตลาดทางการเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีคู่สกุลเงินต่างๆ ถูกเทรดกันไปมามากมาย ถือได้ว่า Forex เป็นตลาดทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดโดยที่มีปริมาณการเทรดต่อวันอยู่ที่ประมาณ $5,500 พันล้านดอลลาร์ (~฿170,000)
คู่สกุลเงินนั้นจะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเป็นคู่ๆ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการจะซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คุณจะต้องขายสกุลเงินอื่นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น สกุลเงินยูโร ดังนั้นแล้วในกรณีนี้เราก็จะมาดูกันที่ค่าสกุลเงิน EUR/USD กัน
การขายคู่สกุลเงิน EUR/USD ก็เหมือนการซื้อสกุลเงินดอลลาร์แทนเงินยูโร และในทางกลับกันนั้น การซื้อ EUR/USD ก็คือการซื้อสกุลเงินยูโรและขายสกุลเงินดอลลาร์ทิ้งไป
Forex เป็นตลาดที่สามารถเข้าถึงได้มากที่สุดเนื่องจากสามารถลงทุนได้ 5 วันตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้โบรกเกอร์ Forex ยังมีเลเวอเรจให้คุณได้ใช้งานเพื่อที่คุณจะได้สามารถสร้างกำไรได้มากขึ้น แต่ก็สามารถทำให้คุณขาดทุนได้มากด้วยเช่นกัน
สกุลเงินคริปโต
ตลาดสกุลเงินคริปโตนี้ถือได้ว่าเป็นตลาดที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ และสกุลเงินคริปโตสกุลแรกก็คือ Bitcoin ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินดั้งเดิมอย่าง ยูโร ดอลลาร์หรือเยน และสกุลเงินคริปโตนี้จะถูกเทรดซื้อขายกันในรูปแบบดิจิตอลเท่านั้น
สกุลเงินเสมือนนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจากเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ในการเทรดสกุลเงินพวกนี้จะเป็นการเทรดกันโดยตรงระหว่างรายย่อยโดยที่จะไม่มีธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นแล้วจึงบอกได้ว่าสกุลเงินคริปโตพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยธนาคารแต่ถูกสร้างขึ้นมาโดยกระบวนการที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนที่เรียกว่า Mining
ในตอนนี้มีสกุลเงินคริปโตมากกว่า 1,600 แบบซึ่งจะถูกเทรดซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตที่มีให้บริการอยู่
โบรกเกอร์ให้บริการการเทรดสกุลเงินคริปโตในรูปแบบของ CFDs (เราจะมาเจาะลึกลงไปเกี่ยวกับ CFD ในส่วนที่อยู่ข้างล่างกัน) คุณสามารถได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในราคาของสกุลเงินคริปโตได้โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องถือมันในรูปแบบของดิจิตอลเลย
ในการสร้างกำไรจากการเปลี่ยนแปลงในราคาของ Bitcoin คุณสามารถทำได้โดยเพียงแค่ขายหรือซื้อ Bitcoin CFD และวิวัฒนาการในยุคหลังนี้สะท้อนให้เห็นราคาของ Bitcoin ได้อย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นแล้วคุณจึงสามารถใช้บัญชี Forex ในการซื้อขายสกุลเงินคริปโตได้
ตลาดสกุลเงินคริปโตนี้เป็นตลาดใหม่ มีความผันผวนที่สูง ดังนั้นแล้วคุณก็ควรจะมีความระมัดระวังในการเทรดอยู่เสมอ
สินค้าโภคภัณฑ์
วัตถุดิบถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางเกษตรและทางธรรมชาติที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเทรดซื้อขายมากที่สุดก็ได้อยู่ในลิสท์ตลาดเช่นกัน อย่างเช่นใน New York Mercantile Exchange (NYMEX)
ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะถูกควบคุมโดยกฎของอุปสงค์และอุปทาน ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์มหภาค และมาตรการต่างๆ ก็จะมีผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย
ในฐานะที่เป็นเทรดเดอร์รายย่อย คุณก็สามารถเข้าถึงตลาดนี้ได้ไม่ยากเลย เนื่องจากมีตราสารอนุพันธ์ มันจะช่วยให้คุณสามารถเก็งกำไรราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้และยังสามารถใช้เลเวอเรจตามที่โบรกเกอร์มีได้อีกด้วย
ตลาดหุ้น
เมื่อการทำธุรกิจก็จะต้องใช้เงินทุน ผู้ทำธุรกิจก็อาจจะยืมเงินจากธนาคารก็ได้ และอีกทางหนึ่งก็คือการใช้ทุนส่วนตัวโดยการออกพันธบัตรหรือขายหุ้นออกไป
หุ้นถือเป็นสัญญาที่แสดงถึงส่วนแบ่งในทุนของบริษัท ผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทจะได้รับเงินปันผล (หรือกำไร) หากธุรกิจมีกำไร
หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ก็จะถูกลิสท์อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และถูกซื้อขายผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของโบรกเกอร์ และต้องขอบคุณที่เรามีตราสารอนุพันธ์ มันทำให้เราได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในราคาของหุ้นโดยที่คุณไม่ต้องถือหุ้นนั้นจริงๆ เลย
CFDs ทำให้คุณสามารถเทรดราคาที่ขึ้นลงของหุ้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนในตัวบริษัทเลย
a) ดัชนี
ดัชนีถือเป็นเครื่องมือชี้วัดที่เป็นเหมือนตะกร้าที่มีสินทรัพย์อยู่ข้างในมากมาย มันอาจจะเป็นกลุ่มของหุ้นที่อยู่ในลิสท์อย่างเช่น ดัชนี CAC40 นี้จะช่วยให้คุณลงทุนในกลุ่มหุ้น อย่างเช่นการซื้อ CAC40 หมายความว่าคุณกำลังลงทุนในหุ้น 40 ตัวซึ่งช่วยให้คุณกระจายการลงทุนได้
เมื่อดัชนีมีการแข็งค่าขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าบริษัททั้งหมดนั้นมีสุขภาพทางการเงินที่ดี และเมื่อดัชนีมีการอ่อนค่าลงนั้นเป็นเพราะว่าบริษัททั้งหมดนั้นมีสุขภาพทางการเงินที่กำลังมีปัญหาอยู่
และตรรกะนี้ก็ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกันในตลาดกระทิง บางดัชนีอาจจะมีการอ่อนตัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะทะยานขึ้นสูงได้อีกครั้งหนึ่ง
ดัชนีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือดัชนีตราสารทุน เช่น SP500, DAX และ CAC40
ดัชนีนี้สามารถสร้างขึ้นจากสินทรัพย์ประเภทไหนก็ได้
b) ETFs
Exchange Traded Funds (ETFs) ทำหน้าที่เหมือนเป็นกองทุนรวมและสร้างดัชนีใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นดัชนีตราสารทุน อุตสาหกรรมหรือ ETFs ของวัตถุดิบ
เนื่องจาก ETFs นั้นถือเป็นการลงทุนที่มีประโยชน์อยู่มากทีเดียวจึงทำให้ได้รับความนิยมและเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารกองทุน นอกจากนี้ ETFs ยังช่วยให้คุณกระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น และการเทรด ETFs ยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวม
บางโบรกเกอร์มีบริการการเทรด ETFs ในรูปแบบของ CFDs ซึ่งเรียกง่ายๆ ก็คือการเทรด ETFs นั้นเอง
อนุพันธ์
ปัจจุบันนี้มีอนุพันธ์ออกมามากมายซึ่งช่วยให้เราเข้ามาในตลาดการเงินนี้ง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์รายย่อยหรือมืออาชีพแล้วก็ตาม คุณจะได้เจอเครื่องมือที่เหมาะสมกับการเทรดของคุณมากที่สุด
a) CFD
เราได้พูดถึง CFDs ไปแล้ว มันคืออะไรนะ
CFD ย่อมาจาก “Contract For Difference” มันถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถเข้าถึงได้มากที่สุด โดยที่อนุพันธ์นี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการเทรดออนไลน์
มันถือเป็นสัญญาระหว่างเทรดเดอร์แต่ละรายกับโบรกเกอร์ของเขาในตัวของสินทรัพย์ หากเทรดเดอร์เป็นผู้ขาย โบรกเกอร์ก็จะเป็นผู้ซื้อนั่นเอง และก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันในทางกลับกัน
CFD นั้นเป็นการจำลองราคาของสินทรัพย์ คุณสามารถค้นหาหุ้น CFD/ CFD ของคู่สกุลเงินหรือแม้แต่ดัชนีได้ ตัวอย่างเช่นใน ตลาด Forex CFD ของ EUR/USD จะทำงานในลักษณะเดียวกับราคา EUR/USD จริง
b) Options
Options นี้ถือว่ามีความซับซ้อนกว่า CFD มาก Options คือเครื่องมือทางการเงินที่ให้สิทธิ์คุณในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง บางครั้งนักลงทุนใช้ Options เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่เขามีอยู่แล้วในตลาด
Options จะคล้ายกับกรมธรรม์ที่เมื่อคุณซื้อรถ คุณต้องทำประกันภัยรถยนต์ และในทางเดียวกัน Options จะช่วยให้คุณสามารถประกันสินทรัพย์ได้ (เช่น หุ้น, ดัชนี, สกุลเงิน ฯลฯ)
Options มีอยู่ 2 ประเภท: Call Options เรียกว่า Call และ Put Options จะเรียกว่า Put
c) Binary options
ถึงแม้ชื่อจะบอกว่าคือ Options แต่ที่จริงแล้ว Binary option นี้จะคล้ายกับ CFD มากกว่า Options โดยความแตกต่างระหว่าง CFD และ Binary option คือมันไม่มีการตัดขาดทุนและทำกำไรใดๆ ทั้งสิ้น จะเป็นการถูกกำหนดโดยการครบกำหนดสัญญาระยะสั้นและผลตอบแทนที่กำหนดโดยโบรกเกอร์
Simple binary option สามารถกำหนดได้ดังนี้:
-> EUR/USD เวลาในการหมดอายุ: 5 นาที, กำไร: 80%, ขาดทุน: 100%.
ในกรณีนี้เมื่อคุณเปิด Binary option โดยการซื้อในราคา 10 ยูโร การเปิดคำสั่งซื้อนี้ก็จะหมดอายุหลังจาก 5 นาที ถ้าหากว่า EUR/USD มีการแข็งค่าขึ้นในช่วง 5 นาที คุณจะได้รับ 8 ยูโรและในทางกลับกันหาก EUR/USD นั้นอ่อนค่าลง คุณจะสูญเสียเงิน 10 ยูโรที่คุณลงทุนครั้งแรกไป
Binary option นั้นอาจดูเหมือนง่ายในตอนแรก อย่างไรก็ตามมันถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากมีอัตราส่วนผลตอบแทนความเสี่ยงและข้อเสียเปรียบบางอย่าง
d) ตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures
Futures ทำให้ผู้ที่อยู่ในตลาดสามารถซื้อหรือขายสินค้าที่มีอยู่จริง(Physical product) หรือสินค้าเสมือน(Virtual product) ในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและในราคาที่กำหนดไว้ ดังนั้นมันจึงเป็นการเรียกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
Futures เป็นตลาดที่ได้รับการควบคุม อนุญาตให้ผู้ซื้อและผู้ขายแลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ Futures จึงเป็นตลาดที่คู่ขนานกับตลาดที่มีการซื้อขายทันที
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้กำลังเก็งกำไรในสินทรัพย์อ้างอิงโดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต การซื้อขายล่วงหน้านี้จึงถือว่าเป็นการเทรดแบบมืออาชีพมากขึ้นพร้อมทั้งมีค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการซื้อขาย CFD
เทรดดิ้งออนไลน์มีความเสี่ยงหรือไม่
การเทรดถือเป็นการทำธุรกิจที่มีความเสี่ยง เป็นการเอาตัวของคุณเข้ามาในตลาดที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยและราคาก็ไม่เสถียร และปัจจัยมากมายก็ยังสามารถส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์ให้ขึ้นลงได้ในทันที
ปัจจัยต่างๆ ที่จะมากระทบตลาดนั้นรวมถึงข่าวเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบสูง
อย่างเช่น Forex การเปิดเผยงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐอเมริกาที่จะมีการประกาศออกมาในทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือนสามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่า Pip สำหรับคู่สกุลเงินได้อย่างมากในเวลาไม่กี่วินาที
และก็จะเกิดพฤติกรรมแบบนี้เช่นกันเมื่อธนาคารกลางประกาศเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้เมื่อประธานของธนาคารกลางออกมาพูดต่อสาธารณชนก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้ด้วย
ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญมากที่คุณจะต้องติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ คุณจะได้ไม่ต้องมาโดนเซอร์ไพรส์จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ในตลาดหุ้นนี้ ถึงแม้คุณจะนำการวิเคราะห์เชิงเทคนิคมาประยุกต์รวมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแล้วก็ตาม มันก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าคุณจะประสบผลสำเร็จในการเทรด
ดังนั้นแล้วคุณจะได้ไม่ต้องลงทุนให้เสียเปล่าเพราะมันจะส่งผลเสียต่อการเงินของคุณ
อย่างไรก็ตามคุณสามารถลดความเสี่ยงในการเทรดได้โดยใช้กลยุทธ์การจัดการเงินหรือการบริหารความเสี่ยง
จะจัดการความเสี่ยงในการเทรดอย่างไร
เราได้ช่วยตั้งค่าการจัดการการเงินของคุณ นี่จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณสามารถจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินทุนของคุณ
ผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่มักจะเน้นเฉพาะในทางเทคนิคในการเปิดหรือปิดการเทรด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือการรู้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์
มีกลยุทธ์การบริหารเงินอยู่หลายประเภท บางประเภทอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ คุณจะได้รู้ว่าการบริหารเงินแบบไหนที่จะเหมาะสมที่สุดกับคุณ
การบริหารความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับการทำกำไรและขาดทุน 2 องค์ประกอบนี้มีความสำคัญมากหากคุณต้องการลงทุนได้อย่างสำเร็จ การตัดขาดทุนจะช่วยคุณปิดการเทรดเมื่อตลาดไปในทิศทางที่สวนกับที่คุณคาดเอาไว้ และมีเครื่องมือที่จะช่วยคุณป้องกันการขาดทุนที่คุณอาจจะไม่สามารถควบคุมได้เองด้วย
ส่วนการทำกำไรก็คือการปิดการเทรดเมื่อคุณได้เป้าตามที่เคยตั้งเอาไว้แล้ว การทำกำไรคือการเทียบจากจุดที่คุณเปิดแล้วปิดการเทรดเมื่อคุณได้กำไร การเทรดแบบได้กำไรนี้จะต่างจากการขาดทุนโดยสิ้นเชิง และเมื่อ