สำหรับเทรดเดอร์และนักลงทุน

ใน Trading.in.th คุณจะได้เห็นแหล่งข้อมูลและเลือกโบรกเกอร์ได้อย่างถูกต้อง โดยที่เราได้ทดลองใช้งานกับโบรกเกอร์เหล่านี้แล้ว คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับโบรกเกอร์ที่ไม่น่าไว้ใจ

1.0
5.0
T&Cs Apply
$200
$20,000
1:400

Trading.in.th

การเทรดออนไลน์นั้นเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงหลังของทศวรรษที่ 2000 เนื่องจากมีการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตและการเข้ามาของโบรกเกอร์ออนไลน์ การเทรดออนไลน์นี้ถือเป็นกิจกรรมในตลาดการเงินที่ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้แล้ว 

หากคุณต้องการจะมาเป็นเทรดเดอร์แล้วละก็ สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือการเรียนรู้ ศึกษาให้มาก และนี้จึงเป็นภารกิจของ Trading.in.th ในฐานะที่เราเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการเทรดมาแล้วมากกว่า 10 ปี เราจึงอยากจะแชร์ไอเดียกลยุทธ์ในการเทรดและบอกว่าโบรกเกอร์รายไหนน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ 

ด้วยเหตุผลนี้เองเราจึงได้ทดลองเปิดบัญชีเทรดจริงกับโบรกเกอร์ออนไลน์ต่างๆ เพื่อทดสอบว่าพวกเขามีขั้นตอนและการใช้งานบนแพลตฟอร์มเป็นอย่างไรบ้าง บนแพลตฟอร์มจะมีสินทรัพย์ มีฝ่ายบริการลูกค้า มีช่องทางการฝากถอนเงินและอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง

คุณจะได้รู้ข้อมูลเปรียบเทียบโบรกเกอร์แต่ละรายเพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ที่ดีที่สุดได้

เราจะเปิดให้คุณได้เห็นในทุกมุมองของตลาดทางการเงิน ไม่ใช่แค่เพียงสินทรัพย์แบบดั้งเดิมอย่าง ตลาดตราสารทุน ดัชนีหรือ Forex (ฟอเร็กซ์) เท่านั้น แต่เราจะพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างสกุลเงินคริปโต

มาอ่านรีวิวล่าสุดของเราสิ

คู่มือการเทรดของเรา

ออนไลน์เทรดดิ้งคืออะไร

ออนไลน์เทรดดิ้ง คือ การซื้อขายสินทรัพย์ที่มีการเทรดกันโดยทั่วไปในตลาดเพื่อสร้างกำไรขึ้นมา ซึ่งสามารถทำได้ผ่านออนไลน์โบรกเกอร์ผู้ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนคนกลางระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับตลาดการเงิน

โบรกเกอร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณเปิดบัญชีการเทรดและให้งานเว็บเทรดเดอร์ที่มีหน้าอินเตอร์เฟสที่การันตีว่าสามารถช่วยให้คุณเข้าถึงตลาดทางการเงินที่อยู่รอบโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

จากวันก่อนๆ ที่เราจะต้องไปที่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อทำการประมูลสินทรัพย์ต่างๆ นั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

ในวันนี้คุณสามารถใช้มือถือเทรดอยู่ที่บ้านก็ยังได้เลย

และมีตลาดมากมายที่คุณสามารถเข้าไปเทรดได้ เช่น ตราสาร Forex ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินคริปโต

จะสามารถประสบความสำเร็จในฐานะเทรดเดอร์อิสระได้หรือไม่

คำตอบง่ายๆ เลยก็คือ “ได้” การจะเป็นออนไลน์เทรดเดอร์นั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีใบปริญญาอะไรเลย

แน่นอนว่ามีเทรดเดอร์ที่เป็นมืออาชีพนั่งทำงานอยู่ในตลาด แต่ว่าก็มีเทรดเดอร์บางคนที่บริหารบัญชีเทรดของพวกเขาเองจึงเรียกได้ว่าพวกเขานั้นเป็นเทรดเดอร์อิสระ

อย่างไรก็ตามการเทรดออนไลน์นั้นถือเป็นกิจกรรมที่จะต้องมีการลงทุนทั้งในตัวเองและทั้งในเงินทุน เราทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนการเทรดได้ภายในเพียงแค่ไม่กี่ปี

อย่างแรกก็คือการรู้จักกับตลาดทางการเงินทั้งหมดก่อน จากนั้นคุณก็แค่ตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินอะไรที่คุณเห็นว่าเหมาะสมกับเงินทุนที่คุณมีและความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้

หลังจากที่หาตลาดที่จะลงทุนได้แล้ว จากนั้นคุณก็มาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการเทรดของคุณ

จะลงทุนในตลาดอะไร

เทรดเดอร์ที่ลงทุนด้วยตัวเองสามารถเข้าถึงตลาดทางการเงินได้ทั้งหมดเลยผ่านอนุพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมามากมาย แล้วตลาดอะไรบ้างที่คุณสามารถเทรดออนไลน์ได้

Forex (ฟอเร็กซ์)

Forex ถือเป็นตลาดทางการเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีคู่สกุลเงินต่างๆ ถูกเทรดกันไปมามากมาย ถือได้ว่า Forex เป็นตลาดทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดโดยที่มีปริมาณการเทรดต่อวันอยู่ที่ประมาณ $5,500 พันล้านดอลลาร์ (~฿170,000)

คู่สกุลเงินนั้นจะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเป็นคู่ๆ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการจะซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คุณจะต้องขายสกุลเงินอื่นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น สกุลเงินยูโร ดังนั้นแล้วในกรณีนี้เราก็จะมาดูกันที่ค่าสกุลเงิน EUR/USD กัน

การขายคู่สกุลเงิน EUR/USD ก็เหมือนการซื้อสกุลเงินดอลลาร์แทนเงินยูโร และในทางกลับกันนั้น การซื้อ EUR/USD ก็คือการซื้อสกุลเงินยูโรและขายสกุลเงินดอลลาร์ทิ้งไป 

Forex เป็นตลาดที่สามารถเข้าถึงได้มากที่สุดเนื่องจากสามารถลงทุนได้ 5 วันตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้โบรกเกอร์ Forex ยังมีเลเวอเรจให้คุณได้ใช้งานเพื่อที่คุณจะได้สามารถสร้างกำไรได้มากขึ้น แต่ก็สามารถทำให้คุณขาดทุนได้มากด้วยเช่นกัน

สกุลเงินคริปโต

สกุลเงินคริปโต Crypto

ตลาดสกุลเงินคริปโตนี้ถือได้ว่าเป็นตลาดที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ และสกุลเงินคริปโตสกุลแรกก็คือ Bitcoin ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินดั้งเดิมอย่าง ยูโร ดอลลาร์หรือเยน และสกุลเงินคริปโตนี้จะถูกเทรดซื้อขายกันในรูปแบบดิจิตอลเท่านั้น 

สกุลเงินเสมือนนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจากเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ในการเทรดสกุลเงินพวกนี้จะเป็นการเทรดกันโดยตรงระหว่างรายย่อยโดยที่จะไม่มีธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นแล้วจึงบอกได้ว่าสกุลเงินคริปโตพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยธนาคารแต่ถูกสร้างขึ้นมาโดยกระบวนการที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนที่เรียกว่า Mining

ในตอนนี้มีสกุลเงินคริปโตมากกว่า 1,600 แบบซึ่งจะถูกเทรดซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตที่มีให้บริการอยู่

โบรกเกอร์ให้บริการการเทรดสกุลเงินคริปโตในรูปแบบของ CFDs (เราจะมาเจาะลึกลงไปเกี่ยวกับ CFD ในส่วนที่อยู่ข้างล่างกัน) คุณสามารถได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในราคาของสกุลเงินคริปโตได้โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องถือมันในรูปแบบของดิจิตอลเลย

ในการสร้างกำไรจากการเปลี่ยนแปลงในราคาของ Bitcoin คุณสามารถทำได้โดยเพียงแค่ขายหรือซื้อ Bitcoin CFD และวิวัฒนาการในยุคหลังนี้สะท้อนให้เห็นราคาของ Bitcoin ได้อย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นแล้วคุณจึงสามารถใช้บัญชี Forex ในการซื้อขายสกุลเงินคริปโตได้

ตลาดสกุลเงินคริปโตนี้เป็นตลาดใหม่ มีความผันผวนที่สูง ดังนั้นแล้วคุณก็ควรจะมีความระมัดระวังในการเทรดอยู่เสมอ

สินค้าโภคภัณฑ์

วัตถุดิบถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางเกษตรและทางธรรมชาติที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเทรดซื้อขายมากที่สุดก็ได้อยู่ในลิสท์ตลาดเช่นกัน อย่างเช่นใน New York Mercantile Exchange (NYMEX)

ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะถูกควบคุมโดยกฎของอุปสงค์และอุปทาน ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์มหภาค และมาตรการต่างๆ ก็จะมีผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย

ในฐานะที่เป็นเทรดเดอร์รายย่อย คุณก็สามารถเข้าถึงตลาดนี้ได้ไม่ยากเลย เนื่องจากมีตราสารอนุพันธ์ มันจะช่วยให้คุณสามารถเก็งกำไรราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้และยังสามารถใช้เลเวอเรจตามที่โบรกเกอร์มีได้อีกด้วย

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น

เมื่อการทำธุรกิจก็จะต้องใช้เงินทุน ผู้ทำธุรกิจก็อาจจะยืมเงินจากธนาคารก็ได้ และอีกทางหนึ่งก็คือการใช้ทุนส่วนตัวโดยการออกพันธบัตรหรือขายหุ้นออกไป

หุ้นถือเป็นสัญญาที่แสดงถึงส่วนแบ่งในทุนของบริษัท ผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทจะได้รับเงินปันผล (หรือกำไร) หากธุรกิจมีกำไร

หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ก็จะถูกลิสท์อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และถูกซื้อขายผ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของโบรกเกอร์ และต้องขอบคุณที่เรามีตราสารอนุพันธ์ มันทำให้เราได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในราคาของหุ้นโดยที่คุณไม่ต้องถือหุ้นนั้นจริงๆ เลย

CFDs ทำให้คุณสามารถเทรดราคาที่ขึ้นลงของหุ้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนในตัวบริษัทเลย

a) ดัชนี

ดัชนีถือเป็นเครื่องมือชี้วัดที่เป็นเหมือนตะกร้าที่มีสินทรัพย์อยู่ข้างในมากมาย มันอาจจะเป็นกลุ่มของหุ้นที่อยู่ในลิสท์อย่างเช่น ดัชนี CAC40 นี้จะช่วยให้คุณลงทุนในกลุ่มหุ้น อย่างเช่นการซื้อ CAC40 หมายความว่าคุณกำลังลงทุนในหุ้น 40 ตัวซึ่งช่วยให้คุณกระจายการลงทุนได้

เมื่อดัชนีมีการแข็งค่าขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าบริษัททั้งหมดนั้นมีสุขภาพทางการเงินที่ดี และเมื่อดัชนีมีการอ่อนค่าลงนั้นเป็นเพราะว่าบริษัททั้งหมดนั้นมีสุขภาพทางการเงินที่กำลังมีปัญหาอยู่

และตรรกะนี้ก็ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกันในตลาดกระทิง บางดัชนีอาจจะมีการอ่อนตัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะทะยานขึ้นสูงได้อีกครั้งหนึ่ง

ดัชนีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือดัชนีตราสารทุน เช่น SP500, DAX และ CAC40

ดัชนีนี้สามารถสร้างขึ้นจากสินทรัพย์ประเภทไหนก็ได้

b) ETFs

Exchange Traded Funds (ETFs) ทำหน้าที่เหมือนเป็นกองทุนรวมและสร้างดัชนีใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นดัชนีตราสารทุน อุตสาหกรรมหรือ  ETFs ของวัตถุดิบ

เนื่องจาก ETFs นั้นถือเป็นการลงทุนที่มีประโยชน์อยู่มากทีเดียวจึงทำให้ได้รับความนิยมและเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารกองทุน นอกจากนี้ ETFs ยังช่วยให้คุณกระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น และการเทรด ETFs ยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวม

บางโบรกเกอร์มีบริการการเทรด ETFs ในรูปแบบของ CFDs ซึ่งเรียกง่ายๆ ก็คือการเทรด ETFs นั้นเอง

อนุพันธ์

ปัจจุบันนี้มีอนุพันธ์ออกมามากมายซึ่งช่วยให้เราเข้ามาในตลาดการเงินนี้ง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์รายย่อยหรือมืออาชีพแล้วก็ตาม คุณจะได้เจอเครื่องมือที่เหมาะสมกับการเทรดของคุณมากที่สุด

a) CFD

เราได้พูดถึง CFDs ไปแล้ว มันคืออะไรนะ 

CFD ย่อมาจาก “Contract For Difference” มันถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถเข้าถึงได้มากที่สุด โดยที่อนุพันธ์นี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการเทรดออนไลน์

มันถือเป็นสัญญาระหว่างเทรดเดอร์แต่ละรายกับโบรกเกอร์ของเขาในตัวของสินทรัพย์  หากเทรดเดอร์เป็นผู้ขาย โบรกเกอร์ก็จะเป็นผู้ซื้อนั่นเอง และก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันในทางกลับกัน

CFD นั้นเป็นการจำลองราคาของสินทรัพย์  คุณสามารถค้นหาหุ้น CFD/ CFD ของคู่สกุลเงินหรือแม้แต่ดัชนีได้ ตัวอย่างเช่นใน ตลาด Forex CFD ของ EUR/USD จะทำงานในลักษณะเดียวกับราคา EUR/USD จริง

b) Options

Options นี้ถือว่ามีความซับซ้อนกว่า CFD มาก  Options คือเครื่องมือทางการเงินที่ให้สิทธิ์คุณในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง  บางครั้งนักลงทุนใช้ Options เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่เขามีอยู่แล้วในตลาด

Options จะคล้ายกับกรมธรรม์ที่เมื่อคุณซื้อรถ คุณต้องทำประกันภัยรถยนต์  และในทางเดียวกัน Options จะช่วยให้คุณสามารถประกันสินทรัพย์ได้ (เช่น หุ้น, ดัชนี, สกุลเงิน ฯลฯ)

Options มีอยู่ 2 ประเภท: Call Options เรียกว่า Call และ Put Options จะเรียกว่า Put

c) Binary options

ถึงแม้ชื่อจะบอกว่าคือ Options แต่ที่จริงแล้ว Binary option นี้จะคล้ายกับ CFD มากกว่า Options โดยความแตกต่างระหว่าง CFD และ Binary option คือมันไม่มีการตัดขาดทุนและทำกำไรใดๆ ทั้งสิ้น จะเป็นการถูกกำหนดโดยการครบกำหนดสัญญาระยะสั้นและผลตอบแทนที่กำหนดโดยโบรกเกอร์

Simple binary option สามารถกำหนดได้ดังนี้:

-> EUR/USD เวลาในการหมดอายุ: 5 นาที, กำไร: 80%, ขาดทุน: 100%.

ในกรณีนี้เมื่อคุณเปิด Binary option โดยการซื้อในราคา 10 ยูโร การเปิดคำสั่งซื้อนี้ก็จะหมดอายุหลังจาก 5 นาที ถ้าหากว่า EUR/USD มีการแข็งค่าขึ้นในช่วง 5 นาที คุณจะได้รับ 8 ยูโรและในทางกลับกันหาก EUR/USD นั้นอ่อนค่าลง คุณจะสูญเสียเงิน 10 ยูโรที่คุณลงทุนครั้งแรกไป

Binary option นั้นอาจดูเหมือนง่ายในตอนแรก อย่างไรก็ตามมันถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากมีอัตราส่วนผลตอบแทนความเสี่ยงและข้อเสียเปรียบบางอย่าง

d) ตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures 

Futures ทำให้ผู้ที่อยู่ในตลาดสามารถซื้อหรือขายสินค้าที่มีอยู่จริง(Physical product) หรือสินค้าเสมือน(Virtual product) ในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและในราคาที่กำหนดไว้ ดังนั้นมันจึงเป็นการเรียกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

Futures เป็นตลาดที่ได้รับการควบคุม อนุญาตให้ผู้ซื้อและผู้ขายแลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ Futures จึงเป็นตลาดที่คู่ขนานกับตลาดที่มีการซื้อขายทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้กำลังเก็งกำไรในสินทรัพย์อ้างอิงโดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต การซื้อขายล่วงหน้านี้จึงถือว่าเป็นการเทรดแบบมืออาชีพมากขึ้นพร้อมทั้งมีค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการซื้อขาย CFD

จะเลือกโบรกเกอร์อย่างไรดี 

หากคุณอยากจะเป็นเทรดเดอร์ คุณก็จะต้องใช้บริการของโบรกเกอร์ออนไลน์ในการเข้าถึงตลาดทางการเงิน มีโบรกเกอร์ออนไลน์เป็นร้อยๆ รายซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นโบรกเกอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องทางกฎหมาย

เป็นเรื่องสำคัญในการเลือกโบรกเกอร์ที่ดี และมันก็ดีที่คุณสามารถเทรดจนได้กำไร แต่มันจะไม่คุ้มเอาสะเลยถ้าหากคุณไม่สามารถถอนเงินนี้ออกมาได้ เราเคยเห็นโบรกเกอร์หลายๆ แห่งก่อนหน้านี้ที่หายตัวกันไปแบบข้ามคืนพร้อมกับเงินของลูกค้า

บน Trading.in.th เราจะแสดงเฉพาะโบรกเกอร์ในปัจจุบันที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมจากหน่วยงาน และคุณจะได้ประโยชน์ยิ่งไปกว่านี้ เพราะบางโบรกเกอร์คิดค่าคอมมิชชั่นที่ไม่สูงหรือมีบริการอื่นๆ ให้กับลูกค้าอีกด้วย

บางโบรกเกอร์มีทั้งคอร์สฝึกสอนและการสัมมนาทางออนไลน์แบบฟรี อีกทั้งยังมีเครื่องมือที่ช่วยเทรดที่สำคัญอีกมาก อย่างเช่น เครื่องคำนวณขนาดการเทรด ปฏิทินทางเศรษฐกิจ ฟีดข่าวทางการเงินและอื่นๆ อีกมาก

ในประเทศไทยเองนี้ บางโบรกเกอร์อยู่ภายใต้การควบคุมจากสำนักงานคณะกรรมการกลต. ซึ่งกลต. เองยังเป็นผู้อนุญาตและควบคุมโบรกเกอร์และผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดการเงินซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจว่าเงินของผู้ลงทุนนั้นจะได้รับการป้องกัน 

ทางหน่วยงานจะอัพเดตรายชื่อโบรกเกอร์ที่ขึ้นอยู่ในแบล็คลิสท์ประจำเดือนไว้ แต่ถ้าคุณติดตามคำแนะนำของเราบน Trading.in.th มันก็จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากโบรกเกอร์ที่ไม่ได้รับการอนุญาตได้ด้วย

ค่าสเปรดและค่าคอมมิชชั่น 

ทางโบรกเกอร์จะมีค่าคอมมิชชั่นสำหรับการดำเนินการเทรดออนไลน์ และหากคุณได้เปิดการเทรดไปจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น มันอาจจะก่อให้เกิดค่าคอมมิชชั่นที่สะสมเพิ่มพูนจนลดกำไรที่คุณอาจจะได้หรืออาจจะทำให้คุณขาดทุนมากขึ้นก็ได้

ดังนั้นคุณควรจะต้องเลือกกลยุทธ์ในการเทรดให้ดี

บางโบรกเกอร์อาจจะไม่มีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นแต่จะเป็นการเรียกเก็บจากค่าสเปรดแทน ซึ่งค่าสเปรดนี้เกิดจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของสินทรัพย์นั่นเอง

และคุณก็ควรจะต้องเข้าใจด้วยว่าคุณควรจะขายสินทรัพย์ออกไปเมื่อไหร่โดยเอาไปเทียบกับราคาที่คุณซื้อสินทรัพย์นั้นมา

ในทางตรงกันข้างนั้น เมื่อคุณจะซื้อสินทรัพย์เข้ามา คุณก็ควรจะดูราคาขายด้วยมันถึงจะสมเหตุสมผล

ค่าที่ต่างกันของราคาซื้อและราคาขายนั้นถือเป็นของโปรดของโบรกเกอร์เลย เพราะคุณจะต้องจ่ายค่าสเปรดทุกๆ ครั้งที่คุณปิดการเทรดของคุณลง

หน่วยงานควบคุมการเทรดออนไลน์ 

หน่วยงานควบคุมการเทรดออนไลน์

อย่างที่เราได้บอกไปแล้วว่าโบรกเกอร์จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ในตลาด หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่รับรองว่าสถาบันการเงินจะปฏิบัติตามไกด์ไลน์และข้อบังคับในการให้บริการทางการเงิน

นอกจากกลต. แล้วยังมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมทางการเงินอื่นๆ อีกอยู่ทั่วโลก โดยหน่วยงานควบคุมการเทรดออนไลน์ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ได้แก่:

·   FCA (Financial Conduct Authority) เป็นหน่วยงานควบคุมทางการเงินของประเทศอังกฤษ

·   NFA (National Futures Association), หน่วยงานกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์ของสหรัฐอเมริกา

·   ASIC (Australian Securities and Investments Commission) หน่วยงานดูแลของประเทศออสเตรเลีย

·   FSA (Financial Services Agency) เป็นหน่วยงานควบคุมทางการเงินของประเทศญี่ปุ่น

หน่วยงานของญี่ปุ่นเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลสาขาต่างๆ ที่ประจำอยู่แต่ละประเทศของโบรกเกอร์ จริงๆ แล้วโบรกเกอร์แต่ละรายก็มีสาขาประจำอยู่ในแต่ละประเทศทั่วโลก แต่ละสาขาก็จะได้รับการควบคุมจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งช่วยให้สาขาต่างๆ นี้ทำตามกฎหมายประจำท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม

เทรดดิ้งออนไลน์มีความเสี่ยงหรือไม่

การเทรดถือเป็นการทำธุรกิจที่มีความเสี่ยง เป็นการเอาตัวของคุณเข้ามาในตลาดที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยและราคาก็ไม่เสถียร และปัจจัยมากมายก็ยังสามารถส่งผลต่อราคาของสินทรัพย์ให้ขึ้นลงได้ในทันที

ปัจจัยต่างๆ ที่จะมากระทบตลาดนั้นรวมถึงข่าวเศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบสูง 

อย่างเช่น Forex การเปิดเผยงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐอเมริกาที่จะมีการประกาศออกมาในทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือนสามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่า Pip สำหรับคู่สกุลเงินได้อย่างมากในเวลาไม่กี่วินาที

และก็จะเกิดพฤติกรรมแบบนี้เช่นกันเมื่อธนาคารกลางประกาศเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้เมื่อประธานของธนาคารกลางออกมาพูดต่อสาธารณชนก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้ด้วย

ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญมากที่คุณจะต้องติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ คุณจะได้ไม่ต้องมาโดนเซอร์ไพรส์จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด 

ในตลาดหุ้นนี้ ถึงแม้คุณจะนำการวิเคราะห์เชิงเทคนิคมาประยุกต์รวมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแล้วก็ตาม มันก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าคุณจะประสบผลสำเร็จในการเทรด

ดังนั้นแล้วคุณจะได้ไม่ต้องลงทุนให้เสียเปล่าเพราะมันจะส่งผลเสียต่อการเงินของคุณ

อย่างไรก็ตามคุณสามารถลดความเสี่ยงในการเทรดได้โดยใช้กลยุทธ์การจัดการเงินหรือการบริหารความเสี่ยง

จะจัดการความเสี่ยงในการเทรดอย่างไร

เราได้ช่วยตั้งค่าการจัดการการเงินของคุณ  นี่จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณสามารถจำกัดความเสี่ยงและปกป้องเงินทุนของคุณ

ผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่มักจะเน้นเฉพาะในทางเทคนิคในการเปิดหรือปิดการเทรด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือการรู้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์

มีกลยุทธ์การบริหารเงินอยู่หลายประเภท บางประเภทอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ คุณจะได้รู้ว่าการบริหารเงินแบบไหนที่จะเหมาะสมที่สุดกับคุณ

การบริหารความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับการทำกำไรและขาดทุน 2 องค์ประกอบนี้มีความสำคัญมากหากคุณต้องการลงทุนได้อย่างสำเร็จ การตัดขาดทุนจะช่วยคุณปิดการเทรดเมื่อตลาดไปในทิศทางที่สวนกับที่คุณคาดเอาไว้ และมีเครื่องมือที่จะช่วยคุณป้องกันการขาดทุนที่คุณอาจจะไม่สามารถควบคุมได้เองด้วย

ส่วนการทำกำไรก็คือการปิดการเทรดเมื่อคุณได้เป้าตามที่เคยตั้งเอาไว้แล้ว การทำกำไรคือการเทียบจากจุดที่คุณเปิดแล้วปิดการเทรดเมื่อคุณได้กำไร การเทรดแบบได้กำไรนี้จะต่างจากการขาดทุนโดยสิ้นเชิง และเมื่อคุณได้กำไรจากการเทรดแล้วคุณก็จะมี Risk-return ratio ที่ดี

มีสไตล์การเทรดอะไรบ้าง

เทรดเดอร์จะมาวิธีการเทรดใน 4 แบบ ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงเทคนิค การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน การเทรดแบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์เชิงปริมาณ

การวิเคราะห์เชิงเทคนิค 

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคจะเน้นไปที่การเรียนรู้ประวัติราคาของสินทรัพย์ เทรดเดอร์ที่เล่นแบบเทคนิคจะใช้เพียงแค่กราฟเป็นเครื่องมือชี้วัดทางเทคนิคในการวิเคราะห์เท่านั้น

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคยังเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับแพทเทิร์นของตลาดที่จะมีลักษณะเป็นไซเคิล (สามเหลี่ยม, สี่เหลี่ยม, มุมเอียง ฯ) เทรดเดอร์ที่เทรดแบบเชิงเทคนิคมักจะทำการซื้อขายที่เร็ว แค่เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น พวกเขาจึงเรียกว่าเป็นเทรดเดอร์ สวิงเทรดเดอร์หรือนักค้ากำไร

การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน 

การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานจะเน้นไปที่มุมมองเศรษฐศาสตร์มหภาคที่จะส่งผลกระทบต่อตลาด โดยเฉพาะ สุขภาพทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม ประเทศหรือแม้แต่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็มีความเกี่ยวข้องด้วย

การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานถือเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนระยะยาวหรือคนที่จะเปิดการเทรดมักใช้งานกัน

การเทรดแบบอัตโนมัติ 

เทรดเดอร์ระยะสั้นหรือระยะกลางสามารถใช้การเทรดแบบอัตโนมัติควบคู่กันไปกับ Expert Advisors (EAs) ซึ่งนี้มักจะถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่าเทรดดิ้งบอท

มันคือปลั๊กอินที่ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มและจัดทำการซื้อขายให้กับคุณ

การวิเคราะห์เชิงปริมาณ

การวิเคราะห์เชิงปริมาณถือเป็นขั้นสูงของการเทรดแบบอัตโนมัติ ถือเป็นการใช้หลักทางคณิตศาสตร์เข้ามาประยุกต์กับการเทรด ด้วยเหตุนี้การวิเคราะห์เชิงปริมาณจึงเกี่ยวข้องกับจำนวนข้อมูลทางตลาดจำนวนมากที่นำมาเพื่อหากลยุทธ์ในการเทรดเพื่อสร้างกำไร

วิธีนี้จะเจาะลึกเกี่ยวกับปริมาณและราคาในอดีต เทรดเดอร์ประเภทนี้สามารถใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ได้ และจุดประสงค์ของการวิเคราะห์ประเภทนี้คือการนำกลยุทธ์การเทรดแบบอัลกอริทึมมาใช้งาน

Trading.in.th
Logo
Enable registration in settings - general