การลงทุนในตลาดหุ้น

December 22, 2021

เมื่อคุณต้องการทำให้แผนชีวิตที่วางไว้สำเร็จ หรือ เมื่อคุณต้องการเตรียมการเกษียณอายุอย่างสบาย ๆ แต่พบว่าแหล่งรายได้ของคุณอาจไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม คุณก็ยังสามารถเก็บออมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณอายุ หรือเพื่อทำตามเป้าหมายในชีวิตของคุณได้

แม้ว่าวันนี้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเกษียณอายุหรือเป้าหมายในชีวิตคือการลงทุน ในตัวเลือกเหล่านั้นก็มีเรื่องของตลาดหุ้น เพราะตลาดหุ้นนำเสนอค่าตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับบัญชีออมทรัพย์ อีกทั้งสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบจากเงินเฟ้อต่อรายได้ของคุณได้

ทุกวันนี้เป็นเรื่องง่ายที่จะลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลงทุนเงินจำนวนเท่าไรในตลาดก็ได้ ดังนั้นคุณจึงมีความยืดหยุ่นอย่างมากในการเลือกจำนวนเงินที่จะลงทุนและเพื่อการกระจายความเสี่ยงของคุณ

ตอนนี้หากคุณต้องการเริ่มต้นหรือเรียนรู้อีกสักเล็กน้อยเกี่ยวกับตลาดหุ้นก่อนเริ่มลงทุน คู่มือนี้ทำมาเพื่อคุณและจะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นด้วยก้าวที่ถูกต้อง

ตลาดหุ้นคืออะไรและทำงานอย่างไร?

การเทรดในตลาดการเงินก็คล้ายกับระบบการประมูล

ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่มีการเทรดหลักทรัพย์ทางการเงิน ที่คุณสามารถซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในตลาดนี้ก็ได้ เมื่อคุณเทรดหลักทรัพย์ในตลาดการเงิน คุณจะเป็น “เทรดเดอร์” และการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะหมายถึงการเทรด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีการทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (เช่น สินค้าโภคภัณฑ์) หรือ สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (หุ้น, พันธบัตร ฯลฯ )

บริษัทมักจะใช้ตลาดหุ้นในการสร้างเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของบริษัท โดยบริษัทจะเปิดทุนให้กับนักลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์นี้ เมื่อบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น และครั้งแรกที่บริษัทเปิดทุนด้วยวิธีการนี้จะเรียกว่า initial public offering (IPO) และการเพิ่มขึ้นใด ๆ ในภายหลังหลังจากเข้าสู่ตลาดแล้ว เรียกว่า การออกหุ้น (share issuance)

หลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทต่าง ๆ เรียกว่า หุ้น ที่นักลงทุนสามารถซื้อและขายต่อไปยังนักลงทุนอื่น ๆ ในตลาดรอง (Secondary Market)ได้

คุณสามารถซื้อหรือขายอะไรในตลาดหุ้นได้บ้าง?

มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากมายที่มีการเทรดในตลาดทางการเงิน คุณสามารถซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (หุ้นหรือพันธบัตร), สินค้าโภคภัณฑ์ และอนุพันธ์ได้

หุ้น (Stocks)

เมื่อเราพูดถึงตลาดหุ้น เรามักจะคิดถึงเรื่องหุ้นเป็นอย่างแรก ดังนั้นตลาดหุ้นแท้จริงแล้วทำงานอย่างไร?

หุ้นเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนหนึ่งของทุนของบริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้น หากคุณซื้อหุ้นของบริษัท คุณจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัททันที ส่วนแบ่งทุนของบริษัทจะคิดเป็นสัดส่วนกับจำนวนหุ้นที่คุณถืออยู่

มูลค่าของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มูลค่านั้นอาจเป็นที่น่าพอใจหากคุณขายคืนและสามารถทำกำไรได้ ราคาหุ้นก็ยังสามารถลดลงได้ ในกรณีของค่าเสื่อมราคานี้หากคุณขายก็ขาดทุนอยู่ดี

พันธบัตร (Bonds)

พันธบัตร หรือที่เรียกว่าตราสารหนี้ ที่ให้บริษัทหรือรัฐสามารถระดมทรัพยากรทางการเงินได้ ทรัพยากรเหล่านี้จะใช้เพื่อการดำเนินการลงทุนในโครงการต่าง ๆ 

ไม่เหมือนกับหุ้น เพราะผู้ที่ถือพันธบัตรจะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นในบริษัท บุคคลนั้นจะซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ด้วยเป้าหมายในการเก็บดอกเบี้ยเป็นประจำและมีสถานะเหมือนกับเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ผลกำไรของพันธบัตรจะถูกกำหนดไว้แล้วตามอัตราดอกเบี้ย วันที่ชำระคืนพันธบัตรสามารถทราบล่วงหน้าได้

ตัวอย่าง สมมติคุณซื้อพันธบัตรจำนวน $100 (~฿1,603) ซึ่งจ่ายเป็นอัตรา 10% ต่อปี ค่างวด (annuities) หรือ ผลตอบแทน (returns) จะคงที่และขยายเวลาเกิน 5 ปี สิ่งนี้บอกเป็นนัยว่าในทุกสิ้นปี คุณจะมีผลกำไร  $10 (~฿320) เมื่อครบกำหนดคุณจะได้รับ $150 (~฿4810) หรือ $100 (~฿1,603) (จำนวนเงินที่ลงทุน) และ $50 (~฿1,603) คือจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดที่ได้รับ

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)

สินค้าโภคภัณฑ์ก็มีการเทรดบนตลาดหุ้นด้วย ทรัพยากรเหล่านี้มาจากการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เช่น วัสดุที่เป็นโลหะ (ทองแดง, เงิน, ทอง ฯลฯ) การเกษตร (ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, โกโก้, กาแฟ ฯลฯ) พลังงาน (ก๊าซ, น้ำมัน) และอื่น ๆ อีกมากมาย

โดยปกติแล้วสินค้าโภคภัณฑ์จะเทรดบนตลาดอนุพันธ์อย่างตลาดฟิวเจอร์ส (futures contracts) ราคาเหล่านั้นถูกกำหนดโดยการเปรียบเทียบอุปสงค์และอุปทาน ในการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ คุณสามารถทำได้โดย:

  • การซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์
  • ผ่านกองทุน ETFs (Exchange Traded Funds, กองทุนดัชนีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์),
  • หรือผ่านอนุพันธ์ เช่น CFD

ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives)

อนุพันธ์เป็นตราสารทางการเงินที่ราคาเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของราคา, อัตราหรือราคาของอีกหลักทรัพย์หนึ่งหรือผลิตภัณฑ์ ด้วยอนุพันธ์นี้ คุณสามารถรับผลประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ทางการเงินที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ซึ่งอนุพันธ์แบ่งออกเป็นสามประเภท:

ผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ (Leveraged Products)

อนุพันธ์ที่มีเลเวอเรจมุ่งหวังที่จะขยายกำไรขาดทุนของนักลงทุน เลเวอเรจเปรียบเสมือนดาบสองคมที่สามารถทำกำไรได้พอ ๆ กับความหายนะ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้รวมถึง: warrants, turbos และ certificates

ค่าตอบแทนผลผลิต (Yield Products)

หมวดหมู่นี้รวมถึงการต่อยอดโบนัสและโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ ผลผลิตได้รวมตราสารแบบดั้งเดิม (หุ้น, ดัชนี, พันธบัตร) กับอนุพันธ์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ เป็นการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าซึ่งช่วยให้ผู้ออมได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนที่รับประกันได้ การลงทุนประเภทนี้นำเสนอประสิทธิภาพที่จำกัด, ช่วยจำกัดความเสี่ยง

ผลิตภัณฑ์ดัชนี (Indexed Products)

สิ่งนี้เป็นการลงทุนแบบง่ายที่ทำให้สามารถจำลองรูปแบบต่าง ๆ ในสินทรัพย์อ้างอิงได้ ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์นี้คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สามารถติดตามประสิทธิภาพของตลาดหรือดัชนีได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น หรือดัชนีที่แม่นยำกว่า อีกทั้งยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อหุ้นรายตัว

ใครคือผู้เล่นในตลาดหุ้น

มีคนจำนวนมากที่เข้าร่วมในตลาดหุ้น ผู้เล่นหลักคือนักลงทุน, ผู้ออกหลักทรัพย์และโบรกเกอร์

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย ใครคือผู้เล่นในตลาดหุ้น

ผู้ออกหลักทรัพย์

ผู้ออกหลักทรัพย์รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และรัฐต่าง ๆ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ออกหุ้น หุ้นเหล่านี้จะขายบนตลาดหลักทรัพย์ เงินทุนที่มีการรวบรวมไว้จะนำไปใช้เพื่อการลงทุนในโครงการของบริษัทในด้านต่าง ๆ ให้เสร็จสมบูรณ์ สำหรับรัฐ ออกพันธบัตรเพื่อเพิ่มทรัพยากรทางการเงิน

นักลงทุน

นักลงทุนเป็นตัวแทนทางเศรษฐกิจที่ทำการซื้อหลักทรัพย์ที่ออกในตลาดการเงิน นักลงทุนในหมวดนี้สามารถเป็นบริษัท, รัฐ, ส่วนบุคคล, กองทุนรวมและนักลงทุนสถาบัน

คนกลาง

คนกลางเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่สามารถเจรจาและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อ (ผู้ออกหลักทรัพย์) และผู้ขาย (นักลงทุน) หรือระหว่างตัวแทนที่ต้องการเงินทุนและผู้ที่มีกำลังทางการเงิน คนกลางสามารถเป็นบริษัทการตลาด, ผู้ให้บริการด้านการลงทุน หรือนักหักบัญชี

บริษัทจดทะเบียน

บริษัทจดทะเบียนคือผู้เข้าร่วมตลาดที่รับรองการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ที่เหมาะสม เช่น ในยุโรป Euronext  ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในตลาดหุ้นหลายแห่งในทวีปยุโรป

ผู้ให้บริการด้านการลงทุน

ผู้ให้บริการด้านการลงทุนมีหน้าที่ในการจดทะเบียน, ดำเนินการและออกคำสั่งในตลาดหุ้น หมวดหมู่นี้รวมถึงธนาคารและโบรกเกอร์หุ้น

นักหักบัญชี

นักหักบัญชี (clearer) เป็นการทำให้มั่นใจได้ว่าการทำธุรกรรมได้ดำเนินการจริง การเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเกิดขึ้นบนเทรดดิ้งแพลตฟอร์มทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักหักบัญชี (clearinghouse) เข้าแทรกแซงเพื่อรับประกันว่าแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมจะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ส่งหลักทรัพย์ที่ซื้อให้กับนักลงทุน และจัดสรรเงินที่รวบรวมไว้ให้กับผู้ออกหลักทรัพย์

หน่วยงานกำกับดูแล

หน่วยงานกำกับดูแลควบคุมการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานจะรับประกันการปฏิบัติตามกฎของตลาดการเงิน กรณีเกิดการเบี่ยงเบน หน่วยงานกำกับดูแลสามารถดำเนินการลงโทษจากต้นกำเนิดของปัญหาได้ ในประเทศไทยมี ก.ล.ต. เป็นผู้ดูแลและควบคุมตลาดหลักทรัพย์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์เเละตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

  • ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์
  • การดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ดำเนินธุรกิจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearinghouse) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

บริษัทเหล่านี้ให้บริการข้อมูลแก่นักลงทุนสำหรับการจดทะเบียนบริษัท, รัฐ มีบริษัท 2 ประเภท ได้แก่:

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน (Financial Rating Agencies)

เป็นหน่วยงานที่จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของผู้กู้ในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อเจ้าหนี้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อต้องมีการออกหลักทรัพย์ทางการเงิน อีกทั้งยังส่งผลต่อความผันผวนของราคา รวมไปถึงราคาของหุ้นและพันธบัตร เมือง, ธุรกิจ, รัฐและภูมิภาค ได้รวมอยู่ในการจัดอันดับสำหรับการประเมินสุขภาพทางการเงินโดยหน่วยงานจัดอันดับนี้ หากกล่าวถึงบรรดาหน่วยงานจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แก่ Standard and Poor’s, Moody’s และ Fitch

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินพิเศษ (Rating Agencies Extra-financial)

หน่วยงานประเภทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2000 เป็นหน่วยงานที่ชี้นำนักลงทุนในการเลือกบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม (socially responsible companies) ทำหน้าที่จัดอันดับบริษัทที่มีพื้นฐานสำหรับการมุ่งเน้นการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยได้แก่ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน)

เราสามารถทำเงินในตลาดหุ้นได้อย่างไร?

ในการทำเงินในตลาดหุ้น คุณจะต้องเทรด หมายถึงซื้อและขายหลักทรัพย์หรืออนุพันธ์

ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้นจำนวน $200 (~฿6,414) และมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น  $50 (~฿1,603) ในปีถัดมา จากการขายครั้งนี้คุณได้กำไรจากทุนจำนวน $50 (~฿1,603) ต่อหุ้นที่คุณซื้อ หากในทางกลับกัน หุ้นของคุณมีมูลค่าลดลงที่  $50 (~฿1,603) ในปีถัดมา หมายความว่าคุณขาดทุน $50 (~฿1,603) ต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม คุณยังต้องคำนึงถึงราคาการเทรด ซึ่งขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ออนไลน์และตลาดหลักทรัพย์ที่คุณกำลังเทรดเช่นกัน

คุณยังสามารถทำเงินกับตลาดหุ้นผ่านเงินปันผล ที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่คุณถือ คุณจะได้รับส่วนแบ่งกำไรของบริษัทและการจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ้น แต่จำเป็นต้องคำนึงไว้ว่าไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะจ่ายเงินปันผลให้

ใครคือผู้บริหารตลาดหุ้น?

ดังที่เราได้ทราบกันแล้วว่า ตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการโดยบริษัทจดทะเบียน

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย ใครคือผู้บริหารตลาดหุ้น

นอกจากการสร้างความมั่นใจในการทำงานของตลาดหุ้นแล้ว บริษัทยังมีภารกิจดังต่อไปนี้:

  • เพื่อสร้างข้อบังคับของตลาดหุ้น
  • เพื่อจัดการและประสานงานด้านธุรกรรมในตลาดหุ้น
  • เพื่อสร้างความมั่นใจในการเก็บข้อมูลและรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ใช้

ตลาดหุ้นในประเทศไทยส่วนมากมีการบริการจัดการโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในขณะที่ตลาดหุ้นในยุโรปจะมีการจัดการโดย Euronext ที่ดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ปารีส ลิสบอน บรัสเซลส์ และอัมสเตอร์ดัม เป็นต้น ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ตในเยอรมนีบริหารจัดการโดย Deutsche Börse และตลาดหลักทรัพย์ Wall Street ได้รับการจัดการโดยตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)

ตลาดหุ้นต่างประเทศ

ตลาดหลักทรัพย์บางแห่งได้ควบรวมกิจการเพื่อเปิดโอกาสให้ตลาดการเงินสามารถเข้าถึง SMEs ได้มากขึ้น

NYSE-Euronext

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย NYSE-Euronext

ในปี 2007 บริษัทที่เป็นเจ้าของตลาดหลักทรัพย์ Wall Street (NYSE) และเป็นตลาดหลักทรัพย์หลักของยุโรป (Euronext) ได้ตัดสินใจควบรวมกิจการจากบริษัท NYSE-Euronext โดยบริษัทนี้ได้ดำเนินการในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป กลุ่มของ NYSE-Euronext ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ Wall Street, NYSE American, NYSE Arca,ตลาดหลักทรัพย์ Euronext ปารีส, ตลาดหลักทรัพย์ Euronext อัมสเตอร์ดัม Euronext ลอนดอน และ Euronext บรัสเซลส์

Euronext มีเงินทุนมูลค่ารวมกว่า 3,321 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ NYSE  มีเงินทุนมูลค่ารวมกว่า 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ NYSE มีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 3000 แห่งโดยมี 500 บริษัทเป็นบริษัทต่างชาติ

The Nasdaq OMX

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย Nasdaq OMX

เป็นตลาดอเมริกาแห่งที่สองที่มีการเทรดหุ้น มีมูลค่าหลักทรัพย์ประมาณ 6,831 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2008 ต่อมา OMX และ Nasdaq ได้รวมตัวกันเป็น Nasdaq-OMX

The London Stock Exchange

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย London Stock Exchange

London Stock Exchange Group เป็นตลาดหุ้นในบริเตนใหญ่ แห่งกรุงลอนดอน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1776 มีมูลค่าหลักทรัพย์ประมาณ  6,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและตอนนี้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในยุโรป ในปี  2007 บริษัทได้กลายเป็นเจ้าของตลาดหลักทรัพย์มิลาน (Milan Stock Exchange) และในปี  2011 บริษัทได้ควบรวมกับตลาดหลักทรัพย์โตรอนโตของแคนาดา (Canadian Toronto Stock Exchange)

Tokyo Stock Market

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย Tokyo Stock Market

Japan Exchange Group เป็นตลาดหุ้นโตเกียว ก่อตั้งขึ้นในปี 1878 ทำหน้าที่บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) นอกจากนี้ยังมีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 2,400 แห่งที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณกว่า 4,485 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เกณฑ์มาตรฐานตลาดหุ้น (benchmark) ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเรียกว่า Nikkei

Shanghai Stock Market

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย Shanghai Stock Market

ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai stock market) เปิดตัวในปี 1990 ในวันนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ประมาณ 4 ล้านล้านสหรัฐ เป็นตลาดทางการเงินของจีนตลาดแรกในแง่ของการใช้ความหมายของมูลค่าหลักทรัพย์ 

ดัชนีหลัก

ดัชนีคือตะกร้าของบริษัทต่าง ๆ ที่ชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศหรือในภาคส่วน

คุณอาจคุ้นเคยกับคำเหล่านี้ : Dow Jones, Nasdaq 100, FTSE 100, CAC 40, DAX เหล่านี้เป็นดัชนีหุ้นแห่งชาติของยุโรปในบางประเทศและสหรัฐอเมริกา การเพิ่มมูลค่าหรือความผันผวนของดัชนีทำให้ดัชนีสามารถรับรู้ได้ถึงสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะดัชนีเป็นตัวแทนตะกร้าหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด โดยดัชนีหลักได้แก่: 

Dow Jones

หนึ่งในดัชนีหลักของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1884 โดยนักข่าวสองท่าน ได้แก่ Dow และ Jones (ที่เป็นชื่อของดัชนี) ดัชนี Dow Jones  เป็นหนึ่งในดัชนีที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เป็นการอ้างอิงถึงตลาดการเงินของโลก มากกว่า 20% ของดัชนีประกอบด้วยบริษัทที่ดำเนินการในส่วนอุตสาหกรรม เป็นดัชนีที่ดำเนินการโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ เช่น Boeing, Apple, United Health หรือ McDonald’s

S&P 500

Standard & Poor 500 (S&P 500) เป็นดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาที่รวมบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุด 500 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกว่า 27% ของดัชนีประกอบด้วยบริษัทที่ดำเนินงานในภาคส่วนเทคโนโลยีและการสื่อสาร S&P 500 ครอบคลุมเกือบ 80% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในสหรัฐอเมริกา

ดัชนีนี้ยังรวมบริษัทที่ดำเนินการในภาคการเงิน, พลังงาน, สุขภาพ และยานยนต์ 10 บริษัทอันดับแรกที่ก่อตั้งดัชนีนี้ ได้แก่ Microsoft, Apple, Amazon, Facebook, Berkshire Hathaway, JP Morgan Chase, Alphabet, Johnson & Johnson, Procter & Gamble และ Exxon Mobil

Nasdaq 100

ก่อตั้งในปี 1971 Nasdaq เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่รวมตัวบริษัทนวัตกรรมมากมาย ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 100 แห่ง บริษัทเทคโนโลยีในดัชนีนี้(Apple, Microsoft, Amazon, ฯลฯ) คิดเป็นน้ำหนักเกือบ 60% นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดดัชนีนี้ถูกมองว่าเป็นตัวบ่งชี้สำหรับภาคเทคโนโลยี

CAC 40

ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ปารีส (Paris stock exchange) เป็นตัวแทนของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 40 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปารีส (Paris stock exchange) บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานในภาคพลังงาน, ยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค (หุ้นวัฏจักรกับที่ไม่ใช่หุ้นวัฏจักร) เป็นต้น บริษัทอันดับต้น 5 อันดับแรกในดัชนีนี้ ได้แก่ Total, LVMH, Sanofi, Airbus และ L’Oréal

DAX 30

Deutscher Aktien Index (DAX) เป็นดัชนีในเยอรมันที่สร้างขึ้นในปี 1988 เป็นดัชนีที่รวมบริษัทในเยอรมันกว่า 30 บริษัทด้วยมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt stock exchange) บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ อาทิ Daimler, Volkswagen, Siemens, Bayer, SAP, Linde และ Allianz

SBF 120

SBF 120 เป็นดัชนีของมูลค่าตามตลาดหลักทรัพย์ (market capitalizations) ที่ใหญ่ที่สุด 120 แห่งในเศรษฐกิจฝรั่งเศส ดัชนีนี้รวมถึงบริษัท Vivendi, ENGie, Orange, EDF, Crédit Agricole, SAFRAN, Michelin, Carrefour, VEOLIA, Société Générale, BOUYGUES, เป็นต้น

FTSE 100

Financial Times Stock Exchange 100 (FTSE 100) เป็นดัชนีของมูลค่าตามตลาดหลักทรัพย์อังกฤษ (market capitalizations) ที่ใหญ่ที่สุด 100 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange) บริษัทเหล่านี้จะดำเนินงานในภาคการเงิน, พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้อยู่ในวงจรเศรษฐกิจ บริษัทที่สำคัญที่สุดในดัชนีนี้ อาทิ HBSC, Rolls-Royce, Barclays, Aviva, BP และ Royal Dutch เป็นต้น

IBEX 35

IBEX 35 ก่อตั้งในประเทศสเปน เป็นดัชนีที่รวมมูลค่าตามตลาดหลักทรัพย์ (market capitalizations) ที่ใหญ่ที่สุด 35 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาดริด (Madrid Stock Exchange) อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Madrid Stock Exchange Index โดยเป็นดัชนีที่ได้รับความนิยมน้อยในระดับสากลเมื่อเปรียบเทียบกับ  ดัชนี FTSE, DAX และ CAC 40 

โบรกเกอร์ที่อำนวยความสะดวกเพื่อการเทรดหุ้น

โบรกเกอร์คือผู้ช่วยดำเนินการตามคำสั่งในตลาดหุ้นของคุณ (ซื้อหรือขาย)

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย โบรกเกอร์ที่อำนวยความสะดวกเพื่อการเทรดหุ้น

โบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่ช่วยให้คุณดำเนินการด้านการเทรด หากคุณใช้โบรกเกอร์ คุณอาจจะต้องแบกรับต้นทุนหลักสำหรับการออกคำสั่งการเทรดของคุณ ด้วยเพียงไม่กี่คลิก โบรกเกอร์ก็จะอนุญาตให้คุณสามารถวางตำแหน่งซื้อหรือขายบนตลาดหลักทรัพย์จากสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของคุณได้

การเทรดออนไลน์ผ่านโบรกเกอร์นั้นสามารถทำได้ง่าย โบรกเกอร์ทั้งหมดนำเสนอเทรดดิ้งแพลตฟอร์มที่คุณสามารถเทรดด้วยสินทรัพย์ที่หลากหลายได้ อีกทั้งยังมีการนำเสนอเทรดดิ้งแพลตฟอร์มผ่านเวอร์ชั่นมือถือ การเลือกโบรกเกอร์ของคุณต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายปัจจัย : ค่าธรรมเนียม, เครื่องมือการค้นคว้าที่นำเสนอ ข้อบังคับ, ความเร็วในการดำเนินการ, ความปลอดภัยของเงินทุน และแพลตฟอร์มที่นำเสนอ

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย แพลตฟอร์มการซื้อขาย

จิตวิทยาตลาดหุ้น

จิตวิทยาเป็นปัจจัยสำคัญในการเทรด การมีกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้อาจไม่เพียงพอ คุณต้องรู้วิธีควบคุมอารมณ์เพื่อจัดการความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย จิตวิทยาตลาดหุ้น

ความกลัวและความโลภเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจว่านักลงทุนจะทำการลงทุนหรือไม่ แหล่งข้อมูลภายนอก (สื่อหรือคนใกล้ตัว) สามารถนำไปสู่ความรู้สึกเบี่ยงเบนจากแผนการเทรดของคุณที่ได้วางแผนไว้ และสิ่งนี้อาจเป็นลางไม่ค่อยดีนัก

ความกลัวในการขาดทุน เช่น สามารถทำให้คุณขายสัญญาเร็วขึ้นกว่าที่กำหนด ความกลัวนี้สามารถเป็นเหตุให้คุณขาดทุนหากการตัดสินใจของคุณขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการลงทุนของคุณ และสื่อมักจะพูดเหตุการณ์ทางการตลาดเกินจริงซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

อคติทางจิตวิทยาอื่นๆ ในตลาดหุ้นคือความโลภ ที่อาจทำให้คุณเสี่ยงมากเกินไป เทรดเดอร์ที่ทุนน้อยมักใช้เลเวอเรจเพื่อเพิ่มผลกำไร อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่มากเกินไปมักจะนำไปสู่การขาดทุน ซึ่งในทางกลับกันก็สามารถเป็นเหตุให้คุณรู้สึกกลัวได้

บนแผนภูมิด้านล่าง fxstreet.com แสดงให้เห็นถึงวงจรอารมณ์ของเทรดเดอร์ตามความผันผวนของราคาตลาดหุ้นได้อย่างดี

การลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับคนไม่รู้อะไรเลย วงจรอารมณ์ของเทรดเดอร์

เมื่อคุณลงทุนในตลาดหุ้น คุณไม่ควรปล่อยให้ตัวเองถูกครอบงำด้วยความกลัวหรือความโลภ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นเหตุให้คุณเกิดการขาดทุน มันดีกว่าถ้าจะทำตามแผนการเทรดของคุณอย่างรอบคอบแต่ไม่ใช่เพราะเสี่ยงล่ำลือ การจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้นอยู่กับการจำกัดขนาดตำแหน่งของคุณ ที่ควรทำขนาดตำแหน่งให้เล็กพอที่คุณจะไม่รู้สึกประมาทหากตลาดเคลื่อนตัวไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับตำแหน่งของคุณ

โปรไฟล์ของเทรดเดอร์คืออะไร?

โปรไฟล์ของนักลงทุนขึ้นอยู่กับอายุ, สถานการณ์ส่วนตัว, การตะหนักถึงความเสี่ยง และวัตถุประสงค์ในการลงทุน

บุคลิกของนักลงทุนมีลักษณะดังต่อไปนี้

นักลงทุนมืออาชีพ (Prudent Investor)

  • มีครอบครัว
  • มองหารายได้เสริมที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
  • มักมีความสนใจในบัญชีออมทรัพย์ที่มีการควบคุมดูแล, ผลิตภัณฑ์พันธบัตร และสัญญาประกันชีวิต

นักลงทุนทางสายกลาง (Balanced Investor)

  • อายุระหว่าง 40 ถึง 60 ปี
  • เน้นการลงทุนในระยะปานกลาง
  • ต้องการสะสมทุนไว้ใช้ยามเกษียณ
  • ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดและมีความเสี่ยงปานกลาง

นักลงทุนสายคล่องตัว (Dynamic Investor)

  • อายุไม่เกิน 40 ปี
  • ชอบความเสี่ยง
  • ทำการลงทุนเป็นเวลายาวนาน
  • แบกรับความเสี่ยงมากกว่านักลงทุนประเภทอื่น

ข้อเสียของการลงทุนในตลาดหุ้น

การเทรดเป็นกิจกรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงบางอย่าง แม้แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็อาจไม่ได้รับผลกำไรได้เช่นกัน

  • ความสำเร็จในตลาดหุ้นของคุณไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์หลายปี
  • การปฏิบัติตามการเรียนรู้และคำแนะนำมืออาชีพไม่ได้รับประกันผลกำไรของคุณ
  • ความสำเร็จในการลงทุนของคุณขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการความเสี่ยงร่วมกับปัจจัยทางจิตวิทยา
  • หลังจากกำหนดแผนการเทรดของคุณแล้ว คุณจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน (ข่าว, ข่าวลือ ฯลฯ)
  • วินัยคือกุญแจสำคัญของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

ข้อดีของการลงทุนในตลาดหุ้น

การลงทุนในตลาดหุ้นสามารถให้โอกาสคุณได้มากมาย: ผลตอบแทนสูง, ความยืดหยุ่น, การกระจายความเสี่ยง ฯลฯ

ผลตอบแทน

การลงทุนในตลาดการเงินสามารถให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจมากกว่าการออมเงิน ผลกำไรเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี อีกทั้งในบางครั้งสำหรับการซื้อหุ้นในบริษัททำให้คุณมีสิทธิได้รับเงินปันผลที่สามารถนำไปลงทุนใหม่ได้ การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง คุณไม่ควรลงทุนด้วยเงินที่ไม่อาจสูญเสียหรือขาดทุนได้

ลงทุนน้อย

วันนี้คุณสามารถลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย สิ่งนี้เป็นหนึ่งในผลที่ตามมาของการแข่งขันระหว่างโบรกเกอร์ออนไลน์ คุณสามารถสร้างบัญชีเทรดของคุณได้เพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งวันคุณสามารถสร้างบัญชีและเริ่มลงทุนได้ทันที

การกระจายการลงทุน

ตลาดหุ้นเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการกระจายความเสี่ยง คุณสามารถลงทุนในภาคส่วนใดก็ได้โดยการซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาด การลงทุนเช่นนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในภาคส่วนที่กำหนด เช่น ในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คุณสามารถซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุน ETF ได้

สู้กับเงินเฟ้อ

การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยทั่วไปมีผลเสียต่อการออมเงินของคุณ วิธีแก้ปัญหาของเงินเฟ้อวิธีหนึ่งคือ การนำเงินบางส่วนไปใส่ในตลาดหุ้น ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นจะช่วยเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้

ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น

เช่นเดียวกับการลงทุนอื่น ๆ ตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่การจัดการความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญของการเทรดออนไลน์

ในตลาดหุ้น ความเสี่ยงหลักที่อาจเกิดขึ้นหลังการลงทุนคือการสูญเสียเงินทุน ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณขายหลักทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่คุณซื้อ

การสูญเสียนี้เป็นผลมาจากการลงทุนที่ไม่ดี หรืออาจมาจากผลของวิกฤต, เรื่องอื้อฉาวหรือข่าวลือที่กระทบต่อการกระทำใด ๆ ของบริษัท เปอร์เซ็นต์ที่นักลงทุนอาจขาดทุนในตลาดหุ้นอยู่ระหว่าง 65% ถึง 90% สำหรับโบรกเกอร์ออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การใช้เลเวอเรจมากเกินไป, การไม่มีกลยุทธ์การเทรดและไม่มีการจัดการความเสี่ยง เป็นความผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ก่อนที่คุณจะเทรด

ก่อนที่คุณจะลงทุนในตลาดหุ้น จำเป็นที่คุณต้องกำหนดกลยุทธ์หรือแผนการเทรด ในการทำเช่นนี้ คุณอาจต้องมีไอเดียหรือเป้าหมายการเทรดที่แน่นอน, การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และขนาดเงินทุนของคุณ

อายุเท่าไหร่ถึงควรเริ่มลงทุน?

นักลงทุนที่เริ่มเทรดในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า หากแต่ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและทรัพยากรทางการเงินของคุณ สำหรับการปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมาย โบรกเกอร์จะรับผู้ใหญ่ (อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป) สำหรับการเทรดในหลักทรัพย์ทางการเงิน

เป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อย เพราะมันจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้ในการเทรดมากขึ้น คุณยังจะได้รับโอกาสฟื้นตัวจากการขาดทุนในตลาดหุ้นได้ดีขึ้น อีกทั้งแนวคิดเรื่องดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นปรากฏการณ์ที่นักลงทุนรุ่นใหม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดของการลงทุนเพิ่มเติมจากผลกำไรของคุณในตลาดหุ้นเพื่อสร้างผลประโยชน์ที่มากขึ้นไปอีก ยิ่งคุณลงทุนจากผลประโยชน์ที่คุณได้รับมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ควรลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนเท่าไหร่?

การลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีขั้นต่ำ ด้วยจำนวนเงิน $100 (~฿3,207) คุณสามารถเริ่มและซื้อหลักทรัพย์หรือสัญญาอนุพันธ์ครั้งแรกของคุณได้


ไม่มีจำนวนที่แน่นอนสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น คุณจะเห็นได้จากแหล่งที่มาหลายแห่งที่แนะนำให้มือใหม่เริ่มต้นลงทุนอย่างน้อย $2000 (~฿64,140) จำนวนนี้เป็นจำนวนเงินที่ดีสำหรับการเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจำไว้ว่ายิ่งคุณมีต้นทุนมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะกระจายความเสี่ยงได้มากเท่านั้น นอกจากนี้ คุณยังใช้เลอเวอเรจน้อยกว่าซึ่งหมายถึงให้คุณระมัดระวังในการเทรดมากขึ้น

สรุป

การลงทุนกับบัญชีออมทรัพย์แบบดั้งเดิมที่ให้บริการโดยธนาคารให้ผลตอบแทนต่ำการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอีกตัวเลือกที่สามารถให้ผลกำไรได้อย่างมาก แม้จะมีความเสี่ยงก็ตาม ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนคืนได้จำนวนมากและน่าสนใจ แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการสูญเสียต้นทุนที่ต้องมีการบริการจัดการ

เพื่อเป็นการเริ่มการลงทุนในตลาดหุ้น คุณสามารถพิจารณาโบรกเกอร์ที่ช่วยให้คุณวางคำสั่งได้ อนุพันธ์ที่สามารถเทรดได้หลากหลายและตัวเลือกความยืดหยุ่นในการลงทุนของคุณเป็นข้อได้เปรียบที่จะช่วยคุณได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในการลงทุนตลาดหุ้นของคุณ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนการเทรดที่คุณวางไว้ตรงตามความต้องการและวัตถุประสงค์ของคุณ ก่อนที่คุณจะเริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้น

Trading.in.th
Logo
Enable registration in settings - general